อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เริ่มต้นชีวิตการเมืองด้วยการเป็น
อาสาสมัครช่วยหาเสียงให้กับ พิชัย รัตตกุล
ในเขตคลองเตย
ช่วงปิดภาคเรียนที่กลับมาเมืองไทย
ต่อมาได้เข้าช่วยงานด้านวิชาการในเรื่อง
แผนพัฒนาเศรษฐกิจ
ให้กับ นายชวน หลีกภัย
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ขณะนั้น ก่อนจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม
พรรคประชาธิปัตย์
ได้เป็น ส.ส.กรุงเทพมหานคร
เมื่อปี พ.ศ. 2535
ขณะมีอายุได้เพียง 27 ปี
ซึ่งนับว่าเป็น ส.ส.
ที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น
และเป็น ส.ส.เพียงคนเดียวของ
พรรคประชาธิปัตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร
และพื้นที่ภาคกลาง ท่ามกลางกระแส
"มหาจำลองฟีเวอร์" กับการเป็นนักการเมือง
"หน้าใหม่" ที่เพิ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก
ใน...เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535
อภิสิทธิ์เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่วมปราศรัยและคัดค้าน
การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร
ที่ สนามหลวง และลานพระบรมรูปทรงม้า
ในฐานะนักวิชาการ
และตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งในครั้งนั้นประกาศไม่เข้าร่วมรัฐบาลของ
พล.อ.สุจินดา คราประยูร
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
มีผลงานทางการเมืองที่สำคัญคือการจัดทำ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542
ซึ่งเป็น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
ฉบับแรกของไทย
ที่ดำเนินการจัดทำจนสำเร็จ
ในช่วงเวลาที่อภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่ง
เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
แห่งชาติเพื่อมอบสิทธิแก่เยาวชนไทย
ในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ไม่น้อยกว่าสิบสองปี
ที่รัฐจะต้องจัดให้ทั่วถึงและมีคุณภาพ
โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 43 โดยอภิสิทธิ์มีบทบาทดูแล
ทั้งด้านนโยบาย
หลักการและรายละเอียด
รวมทั้งผลักดัน
ให้ผ่านคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา
เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญ
พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษา
ของสภาผู้แทนราษฎร
ตลอดจนได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหาร
สำนักงานปฏิรูปการศึกษา
และได้ดูแลจนกระทั่ง
พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรับรอง
และประเมินคุณภาพการศึกษา
ประกาศใช้
ศาสตราจารย์ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต
อดีตกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
ผู้ทรงคุณวุฒิและ ประธานกรรมการพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เคยให้ความเห็นไว้ว่า
อภิสิทธิ์เป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้ความเข้าใจ
ในเนื้อหาของ พระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
และการปฏิรูปการศึกษาของไทยอย่างทะลุปรุโปร่ง
นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ยังมีผลงานผลักดันกฎหมาย
และแนวคิดต่างๆ
จำนวนมากศาลปกครอง
และ กกต. การเสนอมาตรการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลการทุจริตของ
หน่วยงานรัฐ
หรือนักการเมือง
การเสนอกฎหมายให้การฮั้วประมูล
เป็นความผิดทางอาญา
การเสนอกฎหมายองค์การมหาชน
เพื่อให้การให้บริการของรัฐ
มีความสะดวกคล่องตัว
และการผลักดันแนวคิดเรื่องการสรรหา
ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรภาครัฐ
ด้วยระบบสัญญาจ้าง
เพื่อให้สามารถสรรหาผู้บริหารระดับสูง
ที่มีคุณภาพ ทำงานอย่างอิสระ
โดยได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม
อาทิเช่น กฎหมายข้อมูลข่าวสาร
กฎหมายกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่น
กฎหมายคุ้มครองเสรีภาพสื่อมวลชน
การผลักดันให้มี
วิทยุชุมชนในท้องถิ่น
การผลักดัน
ให้มีองค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบ
เช่น ปปช.,
จากผลงานการใช้ความรู้ความสามารถ
ด้านกฎหมาย ในการปฏิบัติหน้าที่ทางการเมือง
ดังกล่าว ทำให้อภิสิทธิ์ได้รับ
ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ในปี พ.ศ. 2549...................